เปลี่ยนการแสดงผล
แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีขาว
แสดงผลปกติ
แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีเหลือง
A-
A
A+
เปลี่ยนภาษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

ทำความรู้จัก “ไวรัสนิปาห์” แบบฉบับเข้าใจง่าย

เผยแพร่เมื่อ 28 ม.ค. 2569 12:01 น.
เข้าชมแล้ว 71 ครั้ง
ทำความรู้จัก “ไวรัสนิปาห์” แบบฉบับเข้าใจง่าย

                       เปิดประวัติไวรัสอันตราย ไวรัสนิปาห์ หรือ NiV เป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเดียวกับไวรัสเฮนดรา (Hendra virus) จัดเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ที่มีความรุนแรงสูง ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) จากการระบาดในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรที่หมู่บ้านนิปาห์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อไวรัสชนิดนี้

                       องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นหนึ่งใน “โรคที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ” เนื่องด้วยศักยภาพในการก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับมนุษย์

                       สาเหตุและการแพร่ระบาด

                      พาหะตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์คือ “ค้างคาวกินผลไม้” โดยเฉพาะ ค้างคาวแม่ไก่ (Pteropus) เชื้อไวรัสจะอาศัยอยู่ในตัวค้างคาวโดยที่ค้างคาวไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถแพร่เชื้อผ่านสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ

                       การติดต่อที่ควรระวัง

                       จากสัตว์สู่คน

                       การสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ (สุกร, ค้างคาว) หรือการกินผลไม้ที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาว เช่น ลูกชิด มะพร้าว หรือผลไม้ที่มีรอยแทะ

                      จากคนสู่คน

                       ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเลือด มักพบในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดหรือบุคลากรทางการแพทย์

                      การบริโภคการดื่มน้ำผลไม้ที่เก็บด้วยวิธีการที่ไม่สะอาดและปนเปื้อนเชื้อจากค้างคาวได้

                      อาการ “ไวรัสนิปาห์”

                        ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ที่ 4-14 วัน แต่อาจนานได้ถึง 45 วัน โดยอาการสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ ดังนี้

                       อาการเริ่มต้น (คล้ายไข้หวัดใหญ่) มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ไอ เหนื่อยหอบ
                       อาการรุนแรง (ระบบประสาทถูกทำลาย) หากเชื้อลุกลามจะเข้าสู่ภาวะ สมองอักเสบ (Encephalitis) ซึ่งมีอาการเด่นชัด คือ ง่วงซึม สับสน มึนงง ชักเกร็ง หมดสติหรือเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24-48 ชั่วโมง ในรายที่รอดชีวิต อาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่ เช่น อาการบุคลิกภาพเปลี่ยนหรืออาการชักต่อเนื่อง

                      ความรุนแรงที่น่ากลัว: อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 75% จากสถิติการระบาดในหลายพื้นที่พบว่ามีอัตราการเสียชีวิต (Case Fatality Rate) สูงถึง 40% – 75% ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางการแพทย์ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่าตัว

                     วิธีป้องกันและเฝ้าระวังตนเองให้ปลอดภัย

                     ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับมนุษย์ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อ หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยแทะ อย่าเสียดายผลไม้ที่ถูกนกหรือค้างคาวแทะกินไปบางส่วน ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนนำมาบริโภคควรล้างผ่านน้ำไหลอย่างทั่วถึง หรือปอกเปลือก เลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหากต้องสัมผัสสุกรหรือค้างคาว ควรใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือและหน้ากากอนามัย และควรล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ